สวัสดี ครับทุกท่าน ใน กรณีที่ online support 24hr. (มุมขวาล่าง) เป็น offline ถ้าท่านต้องการติดต่อ lip-advice.com click ที่นี้ 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกันชีวิต

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกันชีวิต -

PDFพิมพ์อีเมล

การประกันชีวิต คืออะไร
การ ประกันชีวิต เป็นวิธีการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมกันเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตาย การสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ และการสูญเสียรายได้ในยามชรา โดยที่เมื่อบุคคลใดต้องประสบกับภัยเหล่านั้น ก็ได้รับเงินเฉลี่ยช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว โดยบริษัทประกันชีวิตจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการนำเงินก้อนดังกล่าวไปจ่าย ให้แก่ผู้ได้รับภัย
การประกันชีวิต แยกออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

1.

ประเภทสามัญ เป็นการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ในการพิจารณารับประกันชีวิตอาจจะมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจสุขภาพ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท และมีการชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี, ราย 6 เดือน, ราย 3 เดือน หรือรายเดือน
2. ประเภทอุตสาหกรรม เป็นการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ โดยทั่วไปตั้งแต่ 10,000 - 30,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้ต่ำ การชำระเบี้ยประกันภัยจะชำระเป็นรายเดือน และไม่มีการตรวจสุขภาพ ฉะนั้นจึงมีระยะเวลารอคอย คือ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บตามธรรมชาติ บริษัทจะไม่จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้ แต่จะคืนเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระมาแล้วทั้งหมด
3. ประเภทกลุ่ม เป็นการประกันชีวิตที่กรมธรรม์หนึ่งจะมีผู้เอาประกันชีวิตร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ส่วนมากจะเป็นกลุ่มของพนักงานบริษัท ในการพิจารณารับประกันอาจจะมีการตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท การประกันชีวิตกลุ่มนี้อัตราเบี้ยประกันชีวิตจะต่ำกว่าประเภทสามัญและประเภท อุตสาหกรรม
แบบของการประกันชีวิต
การประกันชีวิตมีมากมายหลายแบบ แต่ละแบบจะมีลักษณะความคุ้มครองและผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป
แบบการประกันชีวิตพื้นฐานมีอยู่ 4 แบบคือ

1. แบบตลอดชีพ เป็น การประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเมื่อใดในขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย ให้แก่ผู้รับประโยชน์ วัตถุประสงค์เบื้องต้นของการประกันภัยแบบนี้เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับจุนเจือ บุคคลที่อยู่ในความอุปการะเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการเจ็บป่วยครั้งสุดท้ายและค่าทำศพ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของคนอื่น
2. แบบสะสมทรัพย์เป็น การประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายเงินเอาประกันภัย ให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาประกัน ภัย การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เป็นส่วนผสมของการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ ส่วนของการออมทรัพย์ คือส่วนที่ผู้เอาประกันภัยได้รับคืนเมื่อสัญญาครบกำหนด
3. แบบชั่วระยะเวลา เป็น การประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้ เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาประกันภัย วัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครอง การเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร การประกันชีวิตแบบนี้ไม่มีส่วนของการออมทรัพย์ เบี้ยประกันภัยจึงต่ำกว่าแบบอื่น ๆ และไม่มีเงินเหลือคืนให้หากผู้เอาประกันภัยอยู่จนครบกำหนดสัญญา
4. แบบเงินได้ประจำ เป็น การประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเท่ากันอย่างสม่ำ เสมอให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกเดือน นับแต่ผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุ หรือมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้นไป แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ สำหรับระยะเวลาการจ่ายเงินได้ประจำนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอา ประกันชีวิตที่จะเลือกซื้อ
ประโยชน์ของการทำประกันชีวิต
รูป แบบของกรมธรรม์ จะมีหลายรูปแบบและตั้งชื่อเป็นนามเฉพาะของแต่ละบริษัท ทุกรูปแบบพร้อมอัตราเบี้ยประกันภัยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ประกันชีวิต (อธิบดีกรมการประกันภัย) ก่อนจะนำเสนอขายแก่ประชาชน แต่โดยหลักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นกรมธรรม์รูปแบบใดหรือชื่ออะไรก็ตาม จะอยู่ภายใต้แบบของการประกันชีวิตรวม 4 แบบคือ


1. แบบชั่วระยะเวลา ให้ความคุ้มครองในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ โดยบริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับประโยชน์ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้นั้น
2. แบบตลอดชีพ บริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัย ให้ผู้รับประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ไม่ว่าจะเสียชีวิตเมื่อใดก็ตาม

** ทั้งแบบ 1 และแบบ 2 เป็นการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตแล้ว เท่านั้น
3. แบบสะสมทรัพย์ บริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนที่เอาประกันภัยไว้ ให้แก่ผู้รับประโยชน์ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ หรือจ่ายเงินเอาประกันชีวิตให้แก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีที่มีชีวิตอยู่รอด พ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. แบบเงินได้ประจำ บริษัทจะจ่ายเงินได้ประจำ หรือเงินบำนาญให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ผู้เอาประกัน ภัยไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติเนื่องจากความชรา ไปจนถึงวันที่กำหนดไว้ (อาจเป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือตลอดอายุก็ได้)

** แบบ 3 ส่วนท้าย และแบบ 4 เป็นการจ่ายเงินโดยมีเงื่อนไขว่าผู้เอาประกันภัยต้องมีชีวิตรอดอยู่จนพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้
ขั้นตอนดำเนินการ
1. ติดต่อบริษัทประกันชีวิตได้โดยตรงหรือผ่านตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย
2. เลือกแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ
3. วงเงินเอาประกันภัยที่ต้องการ โดยพิจารณาประกอบกับรายได้ประจำที่ได้รับ และกำลังความสามารถในการส่งเบี้ยประกันภัย
4. กรอกราย ละเอียดเกี่ยวกับตัวท่านในแบบคำขอเอาประกันชีวิต โดยแถลงความจริงทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติการรักษาพยาบาลและคำแถลงเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะการปิดบังในสาระสำคัญเหล่านี้จะเป็นเหตุให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม กรมธรรม์
5. ใน กรณีที่ตัวแทนเป็นผู้กรอกแบบคำขอเอาประกันชีวิตแทนท่าน ให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงชื่อในแบบคำขอเมื่อได้รับกรมธรรม์ ควรตรวจสอบความถูกต้อง หากพบข้อมูลที่ผิด เช่น ชื่อผู้รับประโยชน์หรือชื่อผู้เอาประกันภัยผิดพลาด ฯลฯ ให้ทักท้วงบริษัทเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง
6. จ่าย ค่าเบี้ยประกันชีวิตตามกำหนดทุกครั้ง โดยติดต่อชำระที่บริษัท สาขา หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือผ่านธนาคารในกรณีชำระผ่านตัวแทนของบริษัท ให้เรียกใบเสร็จรับเงินตามแบบพิมพ์ของบริษัทเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง

7.

แจ้งให้ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ หรือบุคคลในครอบครัวทราบ ถึงการทำประกันชีวิต และสถานที่เก็บกรมธรรม์
8. ติดต่อกรมการประกันภัย สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต หรือสำนักงานประกันภัยจังหวัดทุกครั้งที่มีปัญหา
ขั้นตอนและหลักฐานในการขอรับเงินผลประโยชน์ ตามกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
ในการขอรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ หรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น ให้ดำเนินการดังนี้

1. ติดต่อบริษัทประกันภัยให้เร็วที่สุด
2. กรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต จะแยกเป็นกรณีตามสาเหตุของการเสียชีวิต ดังนี้
2.1 เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
** ต้องแจ้งให้ทราบภายใน 14 วัน และเตรียมหลักฐานประกอบด้วย
(1) กรมธรรม์ประกันชีวิต (ถ้าหายให้แจ้งความแล้วนำสำเนา รายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปแสดงแทน)
(2) ใบเสร็จรับเงินงวดสุดท้าย
(3) ใบมรณบัตรของผู้เอาประกันภัย
(4) ทะเบียนบ้านของผู้รับประโยชน์
(5) บัตรประชาชนของผู้รับประโยชน์

2.2 เสียชีวิตโดยฆ่าตัวตาย
* เตรียมหลักฐานตาม 2.1(1) - (5) โดยเพิ่ม
(6) สำเนาบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
(7) ใบชันสูตรพลิกศพ

2.3 เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
* เตรียมหลักฐานตาม 2.1(1) - (5) โดยเพิ่ม
(6) สำเนาบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
(7) สำเนาบันทึกประจำวันหลังกลับจากสถานที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
(8) ใบชันสูตรพลิกศพ
3. กรณีเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล ทุพพลภาพ และสูญเสียอวัยวะ
* แจ้งบริษัททราบภายใน 10 วัน และเตรียมหลักฐานดังนี้
(1) กรอกแบบฟอร์มใบเรียกร้องค่าทดแทนของบริษัท
(2) ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลที่ระบุวันเริ่มต้น และวันสุดท้ายในการรักษาตัวในโรงพยาบาล
(3) อื่น ๆ เช่น ฟิล์มเอ็กซซเรย์
4. กรณีกรมธรรม์ครบกำหนด
ในกรณีเป็นการประกันชีวิต ประเภทสะสมทรัพย์ที่มีเงินคืนเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนด ให้ดำเนินการและเตรียมหลักฐาน
(1) ติดต่อบริษัทประกันภัย
(2) กรมธรรม์ประกันชีวิต
(3) บัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย
การยกเว้นการจ่ายเงินเอาประกันชีวิต
ข้อจำกัดบางประการที่บริษัทประกันชีวิตยกเว้นการจ่ายเงินเอาประกัน จากสาเหตุการตายดังนี้
1. ผู้รับประโยชน์ฆ่าผู้เอาประกันตาย
2. ผู้เอาประกันฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับจากวันทำสัญญาหรือวันต่ออายุสัญญาครั้งสุดท้าย

ความตายที่เกิดจากสาเหตุข้างต้นดังกล่าว บริษัทประกันชีวิตจะไม่จ่ายจำนวนเงินเอาประกันชีวิตให้ แต่จะคืนเบี้ยประกันชีวิต
ที่ได้ชำระมาแล้วทั้งหมดเท่านั้น
หน้าที่ของผู้เอาประกันต้องชำระเบี้ยประกัน
ถ้า หากตัวแทนของบริษัทประกันชีวิตยังไม่มาเก็บเงิน ตามกฎหมายจะถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันชีวิตจะต้องไปชำระที่สาขาของ บริษัทด้วยตนเอง หรือส่งเป็นธนาณัติ เช็คและเพื่อที่บริษัทจะได้ส่งใบเสร็จรับเงินมาให้อย่างถูกต้อง ท่านจำเป็นต้องเขียนที่อยู่ของท่านให้ถูกต้อง เพื่อมิให้เสียโอกาสและประโยชน์
ระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกัน
ผู้เอาประกันชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการผ่อนผันการชำระเงินได้ โดยการยืดระยะเวลาได้ประมาณ 30 หรือ 60 วัน

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการ กำกับ และส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย http://www.oic.or.th

รอบรู้เรื่องประกันชีวิต
"การทำประกันชีวิต คืออีกหนึ่งทางเลือกของการออมอย่างมีวินัย ที่ดูแลคุณได้ตลอดชีวิต"

:: 1. การประกันชีวิตคืออะไร
การประกันชีวิต คือการชดเชยรายได้ที่ต้องสูญเสียไปอันเนื่องมาจากการตาย ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงหรือชราภาพ โดยบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต
ผู้เอาประกันภัย คือบุคคลที่ตกลงทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันชีวิตโดยอาศัยสาเหตุของการมีชีวิตหรือการตายเป็นเงื่อนไขในการจ่ายเงินประกันชีวิต
ผู้รับผลประโยชน์ คือบุคคลที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตว่าจะเป็นผู้ได้รับเงินประกันชีวิต ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้รับผลประโยชน์อาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้เอาประกันภัยก็ได้

:: 2. ทำไมจึงต้องมีการประกันชีวิต
2.1 ผู้เอาประกันชีวิตต้องการได้รับประโยชน์ในด้านความคุ้มครอง คือเมื่อมีภัยเกิดขึ้นแก่ชีวิตทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้เนื่อง จากการตาย ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือชราภาพ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้ตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์แล้วแต่กรณี
2.2 เพื่อการออมทรัพย์ หากผู้เอาประกันภัยเลือกซื้อการประกันชีวิตแบบที่มีการออมทรัพย์รวมอยู่ด้วย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินก้อนหนึ่งตามที่ตกลงไว้เมื่อมีชีวิตอยู่ ณ วันที่สัญญาครบกำหนด ทั้งนี้บริษทประกันชีวิตจัดเป็นสถาบันการเงินเช่นเดียวกับธนาคารและบริษัท เงินทุน
2.3 การประกันชีวิตให้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ บริษัทประกันชีวิตจะนำเอาเงินส่วนที่เป็นเงินออมของผู้เอาประกันภัยไปลงทุน ในหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ หรือตั๋วเงินคลังของกระทรวงการคลัง หรือนำไปลงทุนซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า สนามบิน ถนนหนทาง รถไฟฟ้าและอื่นๆ อันเป็นการลดภาระของรัฐบาลที่จะต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ

:: 3. การประกันชีวิตแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
ประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance) คือการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางหรือสูง โดยทั่วไปกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี รายหกเดือน หรือรายสามเดือน การพิจารณารับประกันชีวิตมีทั้งแบบตรวจสุขภาพและไม่ต้องตรวจสุขภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเอาประกันภัยและอายุเป็นสำคัญ
ประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Life Insurance) คือการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างต่ำ จึงไม่มีการตรวจสุขภาพ การพิจารณารับประกันชีวิตอาศัยข้อมูลจากคำแถลงในใบคำขอเอาประกันภัย โดยทั่วไปกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายเดือนอาจมีเงื่อนไขกำหนดระยะเวลารอ คอยก็ได้ ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) คือระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อพิสูจน์สุขภาพของผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาดังกล่าว บริษัทประกันชีวิตไม่ต้องจ่ายเงินเอาประกันภัย โดยทั่วไปกำหนดไว้ 180 วัน
ประเภทกลุ่ม (Group Life Insurance) คือการรับประกันชีวิตบุคคลหลายคนภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงภัยของบุคคลในกลุ่มทั้งหมดด้วยอัตราเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ หน้าที่การงาน หรือจำนวนเงินเอาประกันภัยและใช้เบี้ยประกันภัยอัตราเดียวกับบุคคลทุกคนใน กลุ่มนั้น ๆ การประกันภัยประเภทนี้อัตราดอกเบี้ยประกันภัยจะถูกกว่าการประกันภัยประเภท อื่น ๆ เหมาะสำหรับพนักงาน ในบริษัทต่าง ๆ

:: 4. ประกันชีวิตแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ
แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้ รับประโยชน์ ถ้าหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี สัญญาประกันชีวิตแบบนี้มีลักษณะเป็นการให้ความคุ้มครองการเสี่ยงภัยอันเกิด จากการเสียชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการสะสมทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาประกันอัคคีภัย เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วจึงไม่มีมูลค่าใด ๆ คืนให้แก่ผู้เอาประกัน
แบบตลอดชีพ (Whole life Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้ รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตโดยไม่คำนึงว่าจะเสียชีวิตเมื่อใด แต่ถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 99 ปี บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย
แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้ รับประโยชน์ ถ้าหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวัน ที่สัญญาครบกำหนด
แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเป็นประจำให้แก่ผู้ เอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวันที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยทั่วไปเงินได้ประจำจะจ่ายเป็นปีทุก ๆ ปี จนครบตามเงื่อนไขของสัญญา สัญญาประกันชีวิตแบบนี้เหมาะกับผู้เอาประกันภัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสะสม ทรัพย์ไว้เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากที่เกษียณอายุการทำงานแล้ว

:: 5. ผู้เอาประกันภัยจะเวนคืนเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย ไปให้บุคคลอื่นได้หรือไม่
สัญญาประกันชีวิตบางสัญญาจะมีมูลค่าเงินสดฝากสะสมไว้กับบริษัทประกันชีวิต โดยสังเหตุได้จากตารางท้ายกรมธรรม์ประกันภัย เงินจำนวนนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับเงินฝากธนาคาร ผู้เอาประกันภัยจึงสามารถเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อรับเงินตามมูลค่าที่ มีอยู่ในกรมธรรม์ได้เช่นเดียวกับการถอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ดังนั้นผู้เอาประกันภัยจึงสามารถโอนประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตนี้ไปให้ บุคคลอื่นได้


:: 6. ผู้เอาประกันภัยจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคลอื่นได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ถ้ามีการส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว
(2) ผู้รับประโยชน์ได้ทำหนังสือแจ้งบริษัทประกันภัยว่าตนจะเป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันชีวิตนั้น
เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้น ผู้เอาประกันภัยย่อมไม่สามารถโอนประโยชน์ใด ๆ ตามสัญญาประกันชีวิตไปยังบุคคลอื่นได้



:: 7. ทำอย่างไรเมื่อตัวแทนประกันชีวิตมาเสนอขาย
เมื่อมีตัวแทนประกันชีวิตมาเสนอขายประกันชีวิต ท่านจะต้องอ่านและทำความเข้าใจในแบบประกันชีวิตที่เสนอขาย ผลประโยชน์ที่จะได้รับเงื่อนไข และข้อยกเว้นต่าง ๆ รวมถึงเบี้ยประกันภัยที่จะชำระก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันชีวิต



:: 8. แบบประกันชีวิตที่เหมาะสม
ก่อนจะซื้อประกันชีวิตจะต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิต ระยะเวลาคุ้มครองที่ต้องการจำนวนเงินเอาประกันภัย และความสามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้โดยไม่เดือดร้อนและตลอดระยะเวลาที่กำหนด ขอยกตัวอย่างดังตารางต่อไปนี้

ความต้องการ แบบประกันที่เหมาะสม
ความคุ้มครองระยะสั้น เช่น 5 , 10 ปี คุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตเท่านั้น ไม่มีเงินคืน เบี้ยประกันภัยจึงมีราคาถูก แบบชั่วระยะเวลา
ความคุ้มครองระยะสั้น เช่น 7 , 10 , 15 , 20 ปี คุ้มครองการเสียชีวิต พร้อมกับการสะสมทรัพย์ มีเงินคืน แบบสะสมทรัพย์
ความคุ้มครองแบบถาวร หรือตลอดชีพ อัตราเบี้ยประกันภัยไม่สูงนัก คุ้มครองการเสียชีวิตไม่มีเงินคืน แบบตลอดชีพ

:: 9. ใบคำขอเอาประกันภัยมีความสำคัญอย่างไร
เมื่อตัดสินใจทำประกันชีวิต ท่านต้องกรอกรายละเอียดในใบคำขอเอาประกันภัยตามความเป็นจริงทุกประการด้วยตน เองโดยเฉพาะประวัติการมีโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และประวัติการสมัครทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันภัยอื่น ๆ หรือหากผู้อื่นกรอกให้ จะต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงลายมือชื่อ เพราะหากบริษัทสืบทราบภายหลังว่าท่านไม่ได้บอกความจริง บริษัทประกันชีวิตก็สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการจ่ายเงินประกัน ชีวิตได้

:: 10. การสมัครทำประกันชีวิตนั้นจะต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้
(1) ใบคำขอเอาประกันภัยที่กรอกถูกต้องและครบถ้วน
(2) เบี้ยประกันภัยงวดแรก
(3) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอเอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์
(4) ในบางครั้งบริษัทประกันชีวิตอาจะขอดูผลตรวจสุขภาพและเอกสารอื่น ๆ



:: 11. การพิจารณารับประกันภัยคืออะไร
การพิจารณารับประกันภัย หมายถึง การที่บริษัทประกันชีวิตนำข้อมูลที่ได้รับจากผู้เอาประกันภัยซึ่งได้กรอกไว้ ในใบคำขอเอาประกันชีวิตมาตรวจสอบและตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับประกันภัย โดยพิจารณาในองค์ประกอบหลาย ๆ ด้านดังต่อไปนี้
(1) พิจารณาถึงอาชีพว่ามีความเสี่ยงต่ออันตรายหรือมีชีวิตมากน้อยเพียงใด เช่น อาชีพขี่มอเตอร์ไซด์รับจ้างจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าพนักงานบริษัท เป็นต้น ในส่วนของรายได้นั้นก็จะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย รวมถึงจำนวนเงินเอาประกันชีวิตสูงเกินความจำเป็นหรือไม่
(2) ข้อมูลการทำประกันชีวิตของผู้ขอเอาประกันภัยที่มีผลบังคับทุกฉบับ และที่กำลังยื่นขอเอาประกันภัยกับบริษัทประกันชีวิตอื่น รวมถึงข้อมูลการเคยถูกปฏิเสธการรับประกันชีวิตมาก่อน
(3) ประวัติการรักษาพยาบาล
(4) การแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ ควรเป็นบุคคลในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เช่น บิดา มารดา พี่ น้อง สามี ภรรยา บุตร เป็นต้น

:: 12. การที่จะต้องตรวจสุขภาพก่อนการทำประกันชีวิตหรือไม่นั้น ขึ้นกับ
(1) ข้อกำหนดของบริษัท โดยเป็นไปตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ท่านขอซื้อและอายุ โดยทั่วไปหากจำนวนเงินเอาประกันภัยสูง หรือมีอายุมากก็จะมีการตรวจสุขภาพ เป็นต้น
(2) บริษัทประกันชีวิตพิจารณาจากคำแถลงสุขภาพในใบคำขอเอาประกันภัย ซึ่งระบุว่าเคยมีประวัติการตรวจรักษาสุขภาพมาก่อนหรือมีโรคประจำตัว บริษัทอาจจะขอให้มีการตรวจสุขภาพเพิ่มเติมและขอประวัติการรักษาสุขภาพจาก สถานพยาบาลที่เคยเข้ารับการรักษา

:: 13. ผลการพิจารณารับประกันภัย
หลังจากที่บริษัทประกันชีวิตได้รับใบคำขอเอาประกันภัยพร้อมเอกสารประกอบครบ ถ้วนแล้ว บริษัทประกันชีวิตจะพิจารณาข้อมูลของผู้ขอเอาประกันภัย ซึ่งผลการพิจารณาอาจเป็นไปได้ดังต่อไปนี้
(1) รับประกันภัยในอัตราเบี้ยประกันภัยปกติ
(2) ไม่สามารถรับประกันภัยได้ เนื่องจากผู้ขอเอาประกันภัยมีความเสี่ยงภัยสูงเกินปกติ
(3) รับประกันภัยได้โดยมีเงื่อนไข ซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะยื่นข้อเสนอใหม่ให้ เนื่องจากผู้ขอเอาประกันภัยมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เช่น ขอเพิ่มเบี้ยประกันภัยพิเศษ รับประกันโดยยกเว้นความคุ้มครองบางอย่างในสัญญาเพิ่มเติม หรือไม่รับประกันสัญญาเพิ่มเติมใด ๆ หากผู้ขอเอาประกันภัยได้รับหนังสือยื่นข้อเสนอใหม่จากบริษัทประกันชีวิต ผู้ขอเอาประกันภัยจะต้องอ่านรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมจากตัวแทนประกัน ชีวิตให้เข้าใจก่อนลงลายมือชื่อในเอกสารตอบรับ ซึ่งผู้ขอเอาประกันภัยมี 2 แนวทางปฏิบัติคือ
(3.1) ยินยอมตามเงื่อนไขใหม่ โดยผู้ขอเอาประกันภัยจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารแล้วส่งคืนบริษัทประกัน ชีวิตผ่านตัวแทนประกันชีวิตหรือส่งตรงยังบริษัทประกันชีวิต เมื่อบริษัทประกันชีวิตได้รับแล้วก็จะอนุมัติและออกกรมธรรม์ประกันภัยให้
(3.2) หากไม่ยินยอมตามเงื่อนไขใหม่ โดยผู้ขอเอาประกันภัยจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารแล้วส่งคืนบริษัทประกัน ชีวิตผ่านตัวแทนประกันชีวิตหรือส่งตรงยัง...

:: 14. เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จะยกเลิกได้หรือไม่
เมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยจากบริษัทประกันชีวิตแล้ว ขอให้ตรวจสอบความถูกต้อง หากไม่พึงพอใจด้วยสาเหตุใดก็ตามสามารถใช้สิทธิยกเลิกสัญญา (Free Look) โดยส่งคืนกรมธรรม์ประกันภัยมายังบริษัทประกันชีวิตภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์จากบริษัทประกันชีวิตซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะคืน เบี้ยประกันภัย ที่เหลือจากการหักค่าตรวจสุขภาพตามที่จ่ายจริง (ถ้ามี) และค่าใช้จ่ายของบริษัทฉบับละ 500 บาทแล้ว

:: 15. เมื่อทำประกันชีวิตมาระยะเวลาหนึ่งแล้วไม่สามารถส่งเบี้ยประกันภัยต่อได้ จะมีแนวทางให้เลือก 3 แบบคือ
(1) ขอรับเงินสด กรณีนี้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยจะสิ้นสุดทันทีจำนวนเงินสดที่ได้ รับคืนจะเป็นไปตามจำนวนที่ระบุในตารางเวนคืนเงินสดที่แนบอยู่ท้ายกรมธรรม์ ประกันภัย
(2) ขอเปลี่ยนเป็นมูลค่าใช้เงินสำเร็จ กรณีนี้ระยะเวลาความคุ้มครองจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำนวนเงินเอาประกันภัยจะลดลง จำนวนเงินเอาประกันภัยใหม่จะเป็นไปตามจำนวนที่ระบุในตารางมูลค่าใช้เงิน สำเร็จที่แนบอยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย
(3) ขอเปลี่ยนเป็นมูลค่าขยายเวลา กรณีนี้จำนวนเงินเอาประกันภัยจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ระยะเวลาความคุ้มครองใหม่จะเป็นไปตามที่ระบุไว้ในตารางมูลค่าขยายเวลาที่ แนบอยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย

:: 16. เพราะเหตุใดเมื่อยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว มูลค่าเวนคืนเงินสดจึงมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเบี้ยที่ชำระไปแล้ว
เพราะการซื้อประกันชีวิตเป็นการเฉลี่ยภัยในหมู่ผู้เอาประกันภัยด้วยกัน หากผู้เอาประกันภัยรายใดเสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตก็จะนำเงินจากเบี้ยประกันชีวิตของผู้เอาประกันภัยทุกคนไป จ่ายให้กับผู้รับประโยชน์ของผู้ที่เสียชีวิต ดังนั้นเหตุที่มูลค่าเวนคืนเงินสดมีมูลค่าน้อยกว่าเพราะเบี้ยประกันภัยที่ ท่านชำระมาแล้วส่วนหนึ่งจะถูกนำไปจ่าย ให้แก่ผู้เอาประกันภัยรายอื่นที่เสียชีวิต

:: 17. ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยมีความสำคัญอย่างไร
ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัย คือ หลักฐานที่ใช้อ้างอิงว่าผู้เอาประกันภัยได้ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ บริษัทประกันชีวิตแล้ว โดยทั่วไปใบรับเงินได้จำแนกออกเป็น “ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยงวดแรก” และ “ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยงวดต่อไป”
“ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยงวดแรก” แสดงถึงการมีผลบังคับของกรมธรรม์ประกันภัย โดยปกติแล้วเมื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดแรกพร้อมส่งใบคำขอเอาประกันภัยให้ บริษัทประกันชีวิต หากบริษัทประกันชีวิตไม่เรียกขอหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติมภายใน 30 วัน ถือว่าบริษัทประกันชีวิตยอมรับประกันภัยแล้วโดยอัตโนมัติ
ในการชำระเบี้ยประกันภัยทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นนการชำระผ่านตัวแทนประกันชีวิต หรือชำระโดยตรงต่อบริษัทประกันชีวิต ผู้เอาประกันภัยควรเรียกรับ “ใบรับเงิน” เพื่อเป็นหลักฐานการชำระเงิน เพราะใบรับเงินนี้จะเป็นหลักฐานแสดงความสมบูรณ์ของกรมธรรม์ประกันภัยของท่าน ว่าท่านจะมีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา

:: 18. การชำระเบี้ยประกันภัยอย่างครบถ้วน และตรงเวลามีความสำคัญอย่างไร
การชำระเบี้ยประกันภัยตรงเวลามีผลให้กรมธรรม์ประกันภัยไม่ขาดอายุ ส่งผลต่อการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนตามสัญญาประกันชีวิต การชำระเบี้ยประกันภัยทุกครั้ง หากชำระผ่านตัวแทนประกันชีวิตควรเรียกใบรับเงินชั่วคราว หากชำระผ่านช่องทางอื่นควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ทุกครั้ง จนกว่าจะได้รับใบรับเงินตัวจริงจากบริษัทประกันชีวิต เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง

:: 19. ทำไมจึงต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้บริษัทประกันชีวิตทราบ
เหตุผลที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้บริษัทประกันภัยทราบ ก็เพื่อบริษัทประกันภัยจะได้จัดส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เช่น ใบเตือนแจ้งการชำระเบี้ยประกันภัย ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันภัย หรือหลักฐานอื่น ๆ ให้แก่ท่านได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งในกรณีที่ต้องมีการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เช่น เงินคืนตามกำหนดเวลาหรือเงินครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินดังกล่าวอย่างครบถ้วน และการแจ้งผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งให้บริษัทประกันชีวิตรับทราบเป็นลาย ลักษณ์อักษรโดยตัวผู้เอาประกันภัยเองเท่านั้น ในกรณีที่มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล เงินคืนตามระยะเวลาหรือเงินครบกำหนดสัญญา จะได้สามารถติดต่อผู้เอาประกันภัยได้

:: 20. การใช้สิทธิกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต
การกู้ยืมเงินโดยใช้กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ยังมีผลบังคับอยู่มาเป็นหลัก ประกันการกู้ยืมเงินได้ โดยจำนวนเงินที่จะกู้ยืมได้จะไม่เกินมูลค่าเงินสดตามที่ระบุไว้ใน ท้ายกรมธรรม์ประกันชีวิต

:: 21. การกู้ยืมเงินเพื่อชำระเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยจนกรมธรรม์ประกันชีวิตมี มูลค่าเงินสดเกิดขึ้นแล้ว หากผู้เอาประกันภัยมิได้ชำระเบี้ยประกันภัยงวดต่อไปภายในระยะเวลาที่กำหนด บริษัทจะมีการทำการกู้ยืมเงินเพื่อชำระเบี้ยประกันภัยงวดต่อไปให้โดย อัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อให้กรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นยังคงมีผลบังคับต่อไป โดยบริษัทประกันชีวิตจะคิดดอกเบี้ยการกู้ยืมจากผู้เอาประกันภัยตามอัตรา ดอกเบี้ยที่ได้ระบุไว้



:: 22. หากต้องการซื้อความคุ้มครองเกี่ยวกับอุบัติเหตุและสุขภาพ นอกเหนือจากการประกันชีวิตจะทำได้หรือไม่อย่างไร
เพื่อสนองความต้องการของผู้เอาประกันภัยที่ต้องการความคุ้มครองเพิ่มมากขึ้น จากความคุ้มครองด้านการมีชีวิตอยู่หรือการตาย บริษัทประกันชีวิตจึงได้มีรูปแบบความคุ้มครองต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลการประกันภัยค่ารักษาพยาบาลและผ่าตัดในโรง พยาบาล การประกันภัยโรคร้ายแรงและอื่น ๆ อีกมาก
ทั้งนี้ การที่ผู้เอาประกันภัยจะสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองพิเศษนี้ได้จะต้องเลือก ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตหลักก่อนแล้ว จึงค่อยซื้อความคุ้มครองพิเศษนี้ในรูปแบบของสัญญาเพิ่มเติม โดยสัญญาเพิ่มเติมที่ซื้อนี้จะเป็นสัญญาปีต่อปี

:: 23. บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตในกรณีดังต่อไปนี้คือ
(1) จ่ายเงินผลประโยชน์ให้ผู้เอาประกันภัยในระหว่างอายุสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในกรมธรรม์ประกันภัย
(2) จ่ายเงินเอาประกันภัยและผลประโยชน์ให้ผู้เอาประกันภัยเมื่อสัญญาครบกำหนด
(3) จ่ายเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ระหว่างที่สัญญาประกันชีวิตมีผลบังคับอยู่

:: 24. กรณีใดบ้างที่บริษัทประกันชีวิตไม่อาจจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตได้
(1) ผู้เอาประกันภัยฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับจากวันทำสัญญาประกันชีวิต
(2) ผู้เอาประกันภัยถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา
(3) มีการเรียกร้องเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยทุจริต
ตัวอย่างเช่น นายสมบัติทำประกันชีวิตด้วยจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยรายปี ปีละ 50,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี นายสมบัติถูกนายดำรง (ผู้รับประโยชน์) ฆ่าตายเพื่อหวังเงินเอาประกันภัย กรณีเช่นนี้หากสืบทราบได้ บริษัทประกันชีวิตจะไม่จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท ให้แต่จะคืนเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระมาแล้ว 3 ปี เป็นเงิน 150,000 บาท ให้เท่านั้น

:: 25. เอกสารที่ใช้ในการเรียกร้องเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต มีอะไรบ้าง
(1) กรณีเสียชีวิต : หลักฐานที่ใช้ในการเรียกร้องแยกเป็น 3 กรณี คือ
(1.1) กรณีเสียชีวิตโดยปกติ เช่น การเสียชีวิตโดยการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หรือชราภาพ เป็นต้น
• แบบฟอร์มการเรียกร้องการเสียชีวิต
• ใบรับรองแพทย์
• ใบมรณะบัตร
• สำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้านของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์
• กรมธรรม์ประกันชีวิต
(1.2) กรณีเสียชีวิตโดยผิดปกติ เช่น ฆ่าตัวตาย , ถูกผู้อื่นทำให้ตาย , ถูกสัตว์ทำร้ายตาย , ตายโดยอุบัติเหตุ , ตายโดยไม่ปรากฎเหตุ ต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม ดังนี้
• สำเนาบันทึกประจำวัน
• สำเนารายงานการชัณสูตรพลิกศพ
(1.3)ตายโดยผลของกฎหมาย กรณีหายไปจากภูมิลำเนา โดยไม่มีใครเห็นถือว่าเป็นบุคคล สาบสูญต้องมีหลักฐานเพิ่มคือ คำสั่งศาลที่สั่งให้เป็นคนสาปสูญ
(2) กรณีอยู่ครบกำหนดสัญญา : หลักฐานที่ใช้ในการเรียกร้องมีดังนี้
• แบบฟอร์มการเรียกร้อง
• กรมธรรม์ประกันชีวิต
• บัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย

:: 26. ระยะเวลาผ่อนผันคืออะไร หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่
ระยะเวลาผ่อนผัน คือระยะเวลาที่บริษัทประกันชีวิตยินยอมให้ผู้เอาประกันชีวิต สามารถชำระเบี้ยประกันภัยล่าช้ากว่าที่กำหนดได้แต่ต้องไม่เกินระยะเวลา ผ่อนผัน (ปกติบริษัทประกันชีวิตจะกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้ 30 วัน)
บริษัทประกันชีวิตยังคงให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยบริษัทประกันชีวิตจะหักค่าเบี้ยประกันภัยที่ยังค้างชำระออกจากจำนวนเงิน เอาประกันภัยที่จะจ่าย
ตัวอย่างเช่น นายบุญเติม ทำประกันชีวิตไว้โดยกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี เมื่อถึงกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 6 นายบุญเติม ลืมชำระเบี้ยประกันภัยและได้เสียชีวิตลงในวันที่ 28 เมษายน ในกรณีเช่นนี้บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับผล ประโยชน์ของนายบุญเติม โดยหักจำนวนเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระออก

:: 27. หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำจะสามารถติดต่อได้ที่ใด
สามารถสอบถามได้โดยตรงที่ บริษัทประกันชีวิต ที่ท่านได้ทำประกันชีวิตไว้ หรือที่สมาคมประกันชีวิตไทย หรือสายด่วนกรมการประกันภัย โทร. 1186

ข้อมูลจาก สมาคมประกันชีวิตไทhttp://www.tlaa.org/ARTICLEs/LifeInsurance.htm